2008/Mar/10

โครงการ “Secondary – School Educators Study Tour Program 2007” | พิมพ์ |

พุธ, 19 ธันวาคม 2007

front.JPG เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 สถานเอกอัครราชทูตได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอำลาคณะอาจารย์ในโครงการ Secondary – School Educators Study Tour Program 2007 ซึ่งจัดโดย Japan Foundation ณ โรงแรม Tokyo Prince


   โครงการ Secondary – School Educators Study Tour Program ได้เชิญอาจารย์ที่สอนในชั้นมัธยมจาก 26 ประเทศ มายังประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 6 – 19 ธันวาคม 2550 เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษา และวัฒนธรรมของญี่ปุ่น รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านการศึกษา

   สำหรับประเทศไทย ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 3 คน คืออาจารย์จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ บางใหญ่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี และโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

 

 IMG_0888.JPG  IMG_0898.JPG
 IMG_0904.JPG  IMG_0919.JPG

        ภาพขวาคณะครูจากประเทศไทย 

        นางจันทนา  จำแนกรส   โรงเรียนเตรียมพัฒนาการบางใหญ  จังหวัดนนทบุรี

        นางพรรัตน์  หวังวงศ์เจริญ  โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ  จังหวัดสมุทรปราการ

       นางสาวพิมสิริ  สิทธิศาสตร์  โรงเรียนเบญจมราชูทิศ  จังหวัดราชบุรี

     

    ศึกษาดูงานการศึกษาและวัฒนธรรม

    ณ ประเทศญี่ปุ่น

    5-19 ธันวาคม  2550

    นางพรรัตน์  หวังวงศ์เจริญ   โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ

   จดหมายจากครู

   ฉบับเเรก   กำลังใจ

   มูลนิธิญี่ปุ่น (The Japan Foundation)  เชิญครูสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา    และวัฒนธรรม  สมัครเพื่อคัดเลือกเป็นครู 3ท่านจากประเทศไทยเพื่อเดินทางไปศึกษาและดูงานด้านการศึกษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น อยากเดินทางท่องเที่ยวประเทศนี้มาก แต่การไปร่วมกิจกรรมกับบุคลากรทางการศึกษา ครูจาก 26 ประเทศ รู้สึกกังวล แต่ด้วยกำลังใจ คำแนะนำ  จึงกรอกใบสมัคร   เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษส่งสมัคร และรอฟังผลการคัดเลือก

วันที่รับแจ้งข่าวว่าได้รับคัดเลือก  เป็นวันหนึ่งที่มีความสุขมาก  และเตรียมตัว วางแผน เตรียมความรู้     แจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ได้เตรียมความรู้ แนะนำเพื่อเตรียมตัวเป็นอย่างดี และรับผิดชอบ             ค่าใช้จ่ายทั้งหมด  ขอบคุณโรงเรียนสตรีสมุทรปราการกำลังใจ คำแนะนำ และขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับ     แจแปนฟาวน์เดชั่น  ที่ให้ ทุนในการศึกษาและดูงาน เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ความรู้ ด้านการศึกษา และวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็นกับครูในประเทศญี่ปุ่น และบุคลากรทางการศึกษาจาก  26 ประเทศ   นำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาตนเอง ขยายผลให้ศิษย์ และที่แน่ๆ โลกของครูกว้างขึ้น                                                

                 " ฟ้ากว้าง ทางไกล ฝันให้ไกล ไปให้ถึง"  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 10 Mar 2008 11:53:12 by พรรัตน์

edit @ 10 Mar 2008 14:51:04 by พรรัตน์

edit @ 10 Mar 2008 15:00:57 by พรรัตน์

edit @ 10 Mar 2008 15:12:15 by พรรัตน์

edit @ 12 Mar 2008 11:02:05 by พรรัตน์

edit @ 12 Mar 2008 12:12:53 by พรรัตน์

edit @ 12 Mar 2008 14:09:07 by พรรัตน์

edit @ 12 Mar 2008 14:33:50 by พรรัตน์

edit @ 12 Mar 2008 14:34:22 by พรรัตน์

edit @ 12 Mar 2008 14:49:30 by พรรัตน์

2008/Mar/10

แนวทางการจัดการที่ดินและ น้ำเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน

           ทฤษฎีใหม่  เป็นแนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิด ประโยชน์สูงสุดด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานขั้นตอนของ

"ทฤษฎีใหม่" 3 ขั้น คือ

             ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น  สำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินไม่เกิน 15 ไร่ต่อครอบครัว  อยู่ในเขตใช้น้ำฝนธรรมชาติ  

ดินมีสภาพเก็บกักน้ำได้  โดยเริ่มต้นให้เน้นการสร้างความมั่นคงด้วยการกินอยู่อย่างพอมีพอกิน มีการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย  โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ในอัตราส่วน 30 :30 :30:10 หมายถึง

  • 30% ของพื้นที่สำหรับขุดสระเก็บกักน้ำในฤดูฝนและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้งหรือระยะที่ฝนทิ้งช่วงเพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้  ตลอดจนสำหรับการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่าง ๆ ตลอดปี
  • 30% ของพื้นที่สำหรับปลูกข้าว เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันให้พอเพียงในครัวเรือนได้ตลอดปี
  • 30% ของพื้นที่สำหรับปลูกพืชยืนต้น  พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร เป็นต้น อย่างผสมผสานและหลากหลายเพื่อเป็นอาหารประจำวันก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือบริโภคไปขายได้
  • 10% ของพื้นที่สำหรับปลูกสร้างที่อยู่อาศัย พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และคอกสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผล ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆที่จำเป็น

                  ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง  เมื่อเกษตรกรปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่ขั้นต้นจนประสบผลสำเร็จแล้ว  เกษตรควรรวมพลังในชุมชน  ในรูปของกลุ่มหรือสหกรณ์  เพื่อวางแผนการผลิตและการตลาด ตลอดจนการจัดหาสวัสดิการสำหรับสมาชิกในชุมชน เช่นการสาธารณสุข การศึกษา การทะนุบำรุงศาสนา และกิจการอื่นๆ ที่จำเป็นในสังคมนั้น

                 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า  หลังจากเกษตรกรมีความพอเพียงในครัวเรือนและประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาชุมชนของตัวเองจนเข้มแข็งแล้ว กลุ่มเกษตรกรควรติดต่อกับกลุ่มเงินทุนภายนอกชุมชนเพื่อขยายการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชน

                ท้ายที่สุด  ทฤษฎีใหม่ยังสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างกว้างขวาง  เพราะเป็นแนวคิดที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนทั่วไปมีกำลังใจ  เข้าใจถึงความเป็นจริง ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ผู้ปฎิบัติสามารถมีความสูขได้ตามอัตภาพและเข้าใจถึงหลักสันโดษ เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานอยู่บนเมตตาธรรม และจริยธรรมของความพอดีและความพอเพียง     

 

edit @ 10 Mar 2008 11:11:14 by พรรัตน์

edit @ 10 Mar 2008 11:15:18 by พรรัตน์

2007/Jul/01

สวัสดี web master,ทีมงานและผู้เข้าเยี่ยมชม Blog ของเราทุกคนนะคะ
จุดประสงค์ที่ทำให้เราสมัครเป็นสมาชิก exteen ก็เพราะต้องการทำเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเนื้อหาหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สังคม ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี
ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่สรุปเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเรียนทุกคน โดยเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังจะสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาควรจะทราบ

57 เหตุการณ์ : จุดเปลี่ยนประเทศไทย

1. ในหลวงเสด็จนิวัติกลับเมืองไทย

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2492 ณ โรงแรมวินเซอร์ ในนครโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ถัดจากนั้นมาอีกประมาณ 7 เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติกลับสู่ประเทศไทยเพื่อประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 27กุมภาพันธ์ พ.ศ 2493 หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติกลับพระนครแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในช่วงวันที่ 28 ถึง วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2493 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง
หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สยามมินทราธิราช รัชกาลที่ 8 แล้ว ภายในหนึ่งเดือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้นเป็นอันดับแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 28 เมษายน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นอันดับที่สองเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม และจัดพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นอันดับที่สาม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม

2. กำเนิด "หนังสือพิมพ์สยามรัฐ"


หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2493 ผูกพันกับบุคคลสองคนคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับ นายสละ ลิขิตกุล เมื่อปี พ.ศ.2492 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ลาออกจากการเป็นผู้แทนราษฎร มีเวลามากขึ้น ได้ปรารภกับนายสละที่จะหาสำนักงานสักแห่งหนึ่งไว้พบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง จึงได้ไปหาและได้ตึกแถวอาคาร 6 ถนนราชดำเนิน เดิมตึกนั้นเป็นของบริษัทกลาง จำกัด ซึ่งนายเรือเอกหลวงวิเทศกลกิจ เช่ามาจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อทำการค้า เมื่อได้มาเช่าต่อครั้งนั้น จ่ายค่าเช่าเดือนละ 50 บาท ตึกนี้คือ ที่ตั้งของหนังสือพิมพ์สยามรัฐในปัจจุบัน
วันที่ 27 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2493 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้อุปสมบทถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ที่วัดบวรนิเวศฯ ในระหว่างนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์กับนายสละได้คุยกัน เกิดความคิดที่จะออกหนังสือพิมพ์ขึ้นใหม่สักฉบับหนึ่ง
นายสละจึงมาทำความสะอาดสำนักงานที่อาคารถนนราชดำเนิน ซื้อแท่นพิมพ์ฉับแกระมา 4 แท่น พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น เป็นอันว่าพร้อมที่จะออกหนังสือพิมพ์ได้แล้ว หมดเงินไปสองแสนกว่าบาท เมื่อจะออกหนังสือพิมพ์เป็นฉบับแรกนั้นได้มีการเตรียมการไว้อย่างเพียบพร้อมทั้งพิธีการทางศาสนาและกระบวนการจัดพิมพ์
วันที่ 25 มิถุนายน 2493 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายสละ ลิขิตกุล และผู้ร่วมงานบางคนมาใส่บาตรกันที่หน้าสำนักงาน พอถึงเวลา 08.20 น. ซึ่งเป็นเวลาฤกษ์ พระภิกษุที่มารับบาตรนั้นก็ได้รับนิมนต์เปิดแพรคลุมป้ายชื่อสำนักงานสยามรัฐ ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายโรงพิมพ์ที่ได้เตรียมการไว้พร้อมแล้วก็จัดแจงเดินเครื่องพิมพ์สยามรัฐ ฉบับปฐมฤกษ์ ฉบับแรกนี้มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นผู้อำนวยการและมีนายสละเป็นบรรณาธิการสยามรัฐ เป็นหนังสือพิมพ์บ่าย มีแปดหน้า ราคา 50 สตางค์

3. กบฏแมนฮัตตัน


ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เป็นวันที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้มอบเรือขุด "แมนฮัตตัน" ที่ท่าราชวรดิฐ รัฐบาลไทยได้เชิญทูตานุทูตไปเป็นเกียรติในพิธีนี้ เมื่อถึงเวลาประมาณ 15.30 น. ผู้แทนอเมริกันกล่าวมอบเรือขุดดังกล่าว จอมพลป.พิบูลสงคราม รับมอบแล้ว จากนั้นจึงเดินไปยังเรือขุดดังกล่าว ขณะนั้นเอง นาวาตรีมนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือรบหลวงรัตนโกสินทร์ พร้อมด้วยอาวุธ ยิงเร็วได้ จู่โจมเข้าจับกุมตัวจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงจากเรือขุดแมนฮัตตัน ไปขึ้นเรือเปิดหัวที่จอดเตรียมไว้ นำไปควบคุมตัวไว้บนเรือรบหลวงศรีอยุธยา
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2494 มีประกาศพระบรมราชโองการว่า มีจลาจลในประเทศ ประกาศใช้กำลังทหารปราบปรามการจลาจล และประกาศใช้กฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2494 การปราบจลาจล รัฐบาลได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดเรือรบหลวงศรีอยุธยา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกควบคุมตัวอยู่เป็นเวลาถึง 2 วัน 2 คืน เมื่อเรือรบหลวงศรีอยุธยา กำลังจะจม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจว่ายน้ำขึ้นที่ท่าน้ำพระราชวังเดิม จึงรอดพ้นจากการควบคุมตัว หลังเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน บุคคลคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะบริหารประเทศชั่วคราว" ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 แท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการทำรัฐประหารรัฐบาลตนเองของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

4. "จอมพลสฤษดิ์" ยึดอำนาจจอมพล ป.


การกลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยการทำรัฐประหารในปี 2494 นั้น แม้ว่าจะเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล แต่จอมพล ป. ก็มิได้อยู่ในฐานะ "ท่านผู้นำ" มีอำนาจสั่งการเด็ดขาดเหมือนเมื่อก่อน จอมพล ป. พิบูลสงคราม จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง โดยตั้งพรรคขึ้นชื่อว่า พรรคเสรีมนังคศิลา จอมพล ป. พิบูลสงครามลงสมัครในพระนคร ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์ ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย การเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ มีหลักฐานว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ฝ่ายที่โกงคือฝ่ายรัฐบาล
พรรคเสรีมนังคศิลามีสมาชิก 83 คน ได้รับเลือกตั้งเข้ามาจากจำนวนสมาชิก 160 คน แต่มติมหาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพฯ ได้แสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อจอมพล ป. อย่างมาก นิสิต นักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินขบวนคัดค้านไปที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2500 เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้จอมพลสฤษดิ์ กลายเป็นขวัญใจประชาชนขึ้นมา ช่วงตั้งแต่เดือน มีนาคม-กันยายน พ.ศ.2500 เป็นระยะที่ตึงเครียดมากในทางการเมือง ประชาชนไม่ชอบ จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ กับ พล.ต.เผ่า ก็แตกกันและชิงไหวพริบที่จะโค่นล้มกันอยู่ตลอดเวลา
ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ชิงทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 จอมพล ป. และพล.ต.เผ่า หนีออกนอกประเทศ

5. ศาลโลกตัดสิน ไทยเสียเขาพระวิหาร
วันที่ 15 มิถุนายน 2505 เป็นปีที่คนไทยเศร้ากันทั้งประเทศ เมื่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก มีคำพิพากษาให้ ประเทศไทยเป็นฝ่ายแพ้กัมพูชาด้วยคะแนนเสียง 3 ต่อ 9 ทำให้ประสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา
ในปี 2502 เจ้านโรดม สีหนุ กษัตริย์กัมพูชา ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่6 ตุลาคม 2502 ว่าประเทศไทยลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาและขอให้ศาลมีคำสั่ง
1. ราชอาณาจักรไทย มีพันธะที่จะต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำ ณ บริเวณสิ่งหักพังของปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งแต่ ค.ศ.1954
2. อำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของราชอาณาจักรกัมพูชา
การไต่สวนพิจารณาคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี มีการนัดพิจารณาสืบพยานทั้งหมด 63 ครั้ง จนในที่สุด ศาลโลกก็ตัดสินให้กัมพูชาเป็นฝ่ายชนะคดีด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียงเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ยังผลให้ประเทศไทยต้องยินยอมทำตามข้อเรียกร้องทั้ง 2 ข้อของกัมพูชา

6. ไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก
รัฐบาลในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจแนวทางเสรีนิยมโดยยึดสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบตั้งหน่วยงานต่างๆ ขึ้นรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยแนวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ" และได้จัดทำ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ" ขึ้นมาหนึ่งฉบับ รัฐบาลได้ประกาศใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2504 จนถึงปี 2509 รวมระยะเวลา 5 ปี การประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกนี้มีความหมายทางประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก

7.บังคับใช้บัตรประชาชนทั่วประเทศ
คนไทยมีบัตรประชาชนใช้ทั่วประเทศ เมื่อ พ.ศ.2506
"บัตรประชาชน" หรือ "บัตรประจำตัวประชาชน" เป็นเอกสารสำคัญที่ทางราชการออกให้เฉพาะ ผู้มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ในปี พ.ศ. 2486 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 รัฐบาลโดยการนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เสนอ ออกกฏหมาย ว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นมาบังคับใช้เป็นการเฉพาะเป็นครั้งแรก เรียกว่า "พระราชบัญญัติบัตรประจำประชาชน พุทธศักราช 2486" แต่ประกาศและบังคับใช้เป็นการเฉพาะราษฎรในสองจังหวัดเท่านั้น คือ จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน)
ในที่สุด "พระราชบัญญัติบัตรประจำประชาชน พุทธศักราช 2505" ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2506 ก็ออกมา โดยมีกรมการปกครองเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการออกบัตรประจำตัวประชาชนทั่วประเทศ

8. "จอมพลสฤษดิ์" อสัญกรรม - ถูกยึดทรัพย์
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เดินทางไปรักษาโรคม้ามที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2501 กลับเมืองไทยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2501 และในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 ก็ได้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้งโดยจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ได้กราบถวายบังคมลาจากตำแหน่งในตอนกลางวันแล้วตอนกลางคืน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ยึดอำนาจประกาศยุบสภาและยกเลิกรัฐธรรมนูญ จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ร่วมเป็นรองประธานคณะปฏิวัติด้วย
นับจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 มาจนถึงการขึ้นเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 นับเวลา 12 ปี ในระหว่างนี้จอมพลสฤษดิ์ ได้ใช้วิธีการวางรากฐานอำนาจสำหรับ

9. วันเสียงปืนแตก
วันที่ 7 สิงหาคม 2508 ถือเป็นวันที่มีความสำคัญในฐานะวันที่เกิดการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ( พคท.) กับเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัวต.เรณู อ.นาแก จ.นครพนม จนเป็นที่มาของ "วันเสียงปืนแตก"
การเคลื่อนไหวเผยแพร่ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน เริ่มต้นจากชาวจีนอพยพและชาวเวียดนามอพยพ ต่อมาเมื่อลัทธิความเชื่อนี้ มีคนไทยเชื่อมั่นศรัทธามากขึ้น จึงมีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้น กระทั่งมีการประชุมสมัชชาครั้งที่ 1 ขึ้นเมื่อปลายพฤศจิกายน พ.ศ.2485 และถึงการปิดประชุมในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2485 เป็นวันก่อตั้งพรรค ในที่ประชุมได้เลือก "พิชิต ณ สุโขทัย" (พายัพ อังคะสิงห์) เป็นหัวหน้าพรรคฯ คนแรก นโยบายหลักในช่วงนั้นคือ การต่อต้านญี่ปุ่นรุกราน
พ.ศ.2504 การประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 3 สืบเนื่องจากการปิดกั้นแนวทางประชาธิปไตยและการปราบปรามจุบกุมผู้ใฝ่ในแนวทางสังคมนิยมเป็นจำนวนมาก พรรคฯจึงเลือกแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ ใช้ยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมือง กำหนดเข็มมุ่งที่จะดำเนินการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกรูปแบบ โดยที่ประชุมได้เลือก "มิตร เสมานันท์" (เจริญ วรรณงาม) เป็นเลขาธิการพรรคคนที่ 3
จากนั้นมีความเคลื่อนไหวสำคัญๆ เกิดขึ้นอาทิ การเปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย(วิทยุ สปท.) ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2505, สองปีต่อมาเกิดการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธครั้งแรกที่บ้านนาบัว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2507 ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ฯถือเป็นวันเสียงปืนแตก, การก่อตั้งกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ในวันที่ 1 มกราคม 2512

10.จอมพลถนอมปฏิวัติตัวเอง เหตุการณ์อัปยศ! ล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวร
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตติขจรก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลจอมพลถนอม รับช่วงบริหารประเทศตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ตั้งแต่ปลายปี 2506 มาจนถึง 2511 จึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและกำหนดให้วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จอมพล ถนอมตั้งพรรค "สหประชาไทย" เพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยตัวเองรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค
หลังการเลือกตั้ง จอมพล ถนอม ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เข้าบริหารประเทศในบรรยากาศ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่นานสองปีกว่าจึงตัดสินใจปฏิวัติรัฐบาลตัวเองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514
ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งสิ้น 23 มาตรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้มี "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" เพียงสภาเดียว
11."14 ตุลา ฯ" วันมหาวิปโยค
12."คึกฤทธิ์" เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 17
13.องค์พระธาตุพนมถล่ม
14.เหตุการณ์วิปโยค 6 ตุลาฯ
15.พระราชพิธีอภิเษกสมรสสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
16.หนังสือพิมพ์สยามรัฐถูกสั่งปิด
17.กำเนิดรางวัลซีไรต์
18.ปิดบริษัทราชาเงินทุน
19."พลเอกเปรม" ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
20.กบฏเมษาฮาวาย
21.สมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
22.พรรคคอมมิวนิสต์ไทยจบสิ้นบทบาท
23.ไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์
24."พลตรีจำลอง" ฟีเวอร์
25."พลเอกเปรม" ลดค่าเงินบาท
26.ทหารพรานบุกบ้าน "คึกฤทธิ์"
27.เกิดเหตุการณ์แบล็กมันเดย์
28.สมรภูมิร่มเกล้าไทยรบลาว
29.ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับสู่มาตุภูมิ
30.ทุบโรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมไทย"
31.เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
32.พายุใต้ฝุ่นเกย์ถล่มภาคใต้
33."สืบ นาคะเสถียร" นักอนุรักษ์ปลิดชีวิตตัวเอง ทำให้กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพัฒนาสู่ขั้นใหม่
34.รถบรรทุกแก๊สระเบิด
35.คณะรสช.ยึดอำนาจ"พลเอกชาติชาย"
36.เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
37.ย้ายตลาดนัดสนามหลวงไปจตุจักร
38.วิกฤติตุลาการ
39.วัดมงคลชัยพัฒนา ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง
40.โศกนาฏกรรม โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ - โรงแรมรอยัลพลาซ่า
41."ไทยคม" ดาวเทียมแห่งชาติ
42.เปิดสะพานมิตรภาพไทยลาว
43.พสกนิกรร่ำไห้....สมเด็จย่าสวรรคต
44.ธงเขียวปฏิรูปการเมือง เกิดรัฐธรรมนูญปี 40
45.วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ "โรคต้มยำกุ้ง"
46."กะเหรี่ยงก็อดอาร์มี" ยึดโรงพยาบาลราชบุรี
47."ทักษิณ" หลุดคดีซุกหุ้น
48.เขมรคลั่งเผาสถานทูตไทย
49.รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด
50."ซาร์ส - ไข้หวัดนก" ไวรัสร้ายแพร่ระบาด
51.ไฟใต้ปะทุเดือด
52.ธรณีวิปโยค "สึนามิ" ถล่มเอเชีย
53."หม่อมศรีรัศมิ์" ให้กำเนิดพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ
54.ปรากฏการณ์ "สนธิ"
55.ดีลชินคอร์ป จุดจบ "ทักษิโณมิกส์"
56.ราชันในราชา ปรากฏการณ์เสื้อเหลืองผู้จงรัก
57.คมช.ปฏิวัติยึดอำนาจ "ทักษิณ"


edit @ 3 Mar 2008 16:44:00 by พรรัตน์